|
โรคที่สำคัญที่เกิดในสุนัข
โรคที่เกิดในสุนัข
จะมีสาเหตุทั้งจากสิ่งมีชีวิต ได้แก่ตัวเชื้อโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แบคทีเรีย
ไวรัส โปรโตซัว ริคเกตเซีย เชื้อรา รวมถึงพยาธิต่างๆทั้งภายในและภายนอก พยาธิภายในอย่างเช่น
พยาธิตัวตืด พยาธิไส้เดือน พยาธิปากขอ พยาธิเม็ดแตงกวา พยาธิหนอนหัวใจสุนัข
พยาธิภายนอกอย่างเช่น ขี้เรื้อนรูขุมขน เห็บ หมัด ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรค
ก็มีสาเหตุจากสิ่งไม่มีชีวิตอย่างสาเหตุการได้รับสารพิษ สารเคมี ทางกายภาพ
อย่างถูกรถชน การได้รับบาดเจ็บ เป็นต้น สำหรับในเอกสารนี้ จะขอกล่าวถึงโรคในสุนัข
ที่มีสาเหตุมาจากสิ่งมีชีวิตคือเชื้อโรคต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นโรคสำคัญ อีกทั้งก็มีอีกหลายๆโรคในสัตว์ที่เมื่อป่วยเป็นโรคขึ้นมาแล้วที่สามารถติดต่อสู่คนเรา
( Zoonoses ) อย่างกรณีโรคพิษสุนัขบ้า เป็นต้น

1.โรคพิษสุนัขบ้า(Rabies)
สาเหตุ: Rhabdo virus
การติดต่อ: สัตว์เลือดอุ่นโดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดเป็นโรคนี้ได้
เชื้อไวรัสนี้มีอยู่ในน้ำลายสัตว์ที่กำลังป่วย จะติดต่อสัตว์อื่นหรือคน โดยการกัด
น้ำลายถูกแผลหรือสัมผัสเยื่อเมือกอ่อนที่บุช่องต่างๆของอวัยวะในร่างกายระยะเวลาหลังจากสัตว์หรือ
คนได้รับเชื้อถึงแสดงอาการไม่แน่นอน ตั้งแต่1-2สัปดาห์ เป็นหลายเดือนถึงเป็นปี
เมื่อสัตว์แสดงอาการป่วยจะแพร่เชื้อทางน้ำลายได้ และสัตว์จะตายภายใน8วันหลังแสดงอาการ
แต่เคยพบว่า สามารถตรวจพบเชื้อในน้ำลายได้ก่อนที่สัตว์จะแสดงอาการ 3-7วัน ดังนั้นสัตว์ป่วยจึงสามารถแพร่โรคทางน้ำลายได้ไม่เกิน
15 วันก่อนตาย
อาการ: จะไม่แน่นอนขึ้นกับระยะของโรคจะแบ่งเป็น
1.อาการระยะตื่นเต้น จะเกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อการเคี้ยวและกลืน
หางตก ลำตัวแข็ง ระยะนี้จะแสดงอาการในช่วง 1-5 วัน
2.อาการระยะอัมพาต จะพบอาการอัมพาตจากส่วนท้ายลำตัวไปยังส่วนหัวอย่างรวดเร็ว
สัตว์จะตายเพราะว่าเกิดอัมพาตของระบบหายใจ ระยะนี้กินเวลาประมาณ 2-3วัน
การวินิจฉัย:
1.ประวัติการทำวัคซีน
2.วินิจฉัยแยกโรค จากอาการหรือโรคอื่น เช่นกระดูกติดคอ การได้รับสารพิษบางชนิด
3.หากสงสัยให้ขังสุนัขไว้ 10-15 วันให้น้ำและอาหารสุนัขปรกติ
ระหว่างขังหากสุนัขหรือแมวตาย ควรส่งซากตรวจชันสูตรโรคทันที โดยการตัดหัวสุนัข
บรรจุในถุงพลาสติกหนา 2 ชั้นขึ้นไป แช่ลงไปในกระติกน้ำแข็งที่มีน้ำแข็งเพียงพอ
ก่อนส่งตรวจตามหน่วยงานราชการ ที่รับตรวจโรคพิษสุนัขบ้าต่อไป อย่างศูนย์ชันสูตรโรคสัตว์ตามภูมิภาคต่างๆ
ส่วนกลางอย่างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นต้น
การป้องกัน:
1.ฉีดวัคซีนให้กับสุนัขและแมวที่มีเจ้าของ
2.การลดจำนวนและการกำจัดสุนัขไม่มีเจ้าของ
3.การป้องกันในคนโดย เฉพาะในกรณีหลังการสัมผัสโรค
4.การสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์

2.โรคลำไส้อักเสบติดต่อในสุนัข(Canine Viral
Enteritis ,CVE)
โรคลำไส้อักเสบติดต่อในสุนัข ถือว่าเป็นเป็นโรคติดต่อร้ายแรงมากในกลุ่มสุนัขด้วยกัน
สาเหตุ: Canine corona virus และ Canine parvo
virus
การติดต่อ: อุจจาระของสุนัขป่วย เป็นช่องทางของการติดโรคมากที่สุด
เชื้อนี้มีความคงทนในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมได้หลายเดือน
อาการ: สุนัขจะซึมมาก อาเจียน ไม่กินอาหาร ระยะท้ายๆ
จะถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด กลิ่นเหม็นคาวจัด สุนัขอยากจะกินแต่น้ำ ส่งผลทำให้เกิดการอาเจียนรุนแรงขึ้น
สุนัขอายุน้อยจะมีโอกาสตายสูงมากหากดูแลไม่ถูกต้อง
การวินิจฉัย:
ดูจากอาการที่แสดงออกมาข้างต้น
การป้องกัน/รักษา:
1.การให้วัคซีนป้องกันโรคดีที่สุด
ต้องมีการฉีดกระตุ้นหลายครั้ง เพราะการฉีดเพียงครั้งเดียว อาจให้ภูมิคุ้มโรคไม่เพียงพอ
2.การแยกเชื้อไวรัสหรือการตรวจหาเชื้อจากห้องปฏิบัติการ1-2
ครั้ง
3.แม่สุนัขที่มีภูมิคุ้มโรคนี้ สามารถถ่ายทอดสู่ลูกสุนัขได้โดยผ่านรก
และทางน้ำนมแรกคลอด
4.การใช้ยาปฏิชีวนะ ประกอบการรักษา ใช้ในวัตถุประสงค์ ที่จะควบคุมการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเท่านั้น

3.โรคตับอักเสบติดต่อสุนัข( Infectious Canine
Hepatitis)
พบได้ในสุนัขทุกช่วงอายุ แต่พบได้บ่อยที่สุด ในสุนัขอายุน้อยกว่า
1 ปี โรคนี้ไม่ติดต่อไปยังคน และไม่เกี่ยวข้องกับโรคตับอักเสบของคน
สาเหตุ: เกิดจาก Canine Adenovirus-1
การติดต่อ: โดยการกินและการสัมผัสโดยตรงกับเชื้อไวรัส
ที่ขับออกมากับ น้ำมูก น้ำลาย อุจจาระ และปัสสาวะ หรือเชื้อที่ปนเปื้อนกับ
เครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ เข็มฉีดยา แต่เชื้อนี้ไม่ติดต่อโดยการหายใจ
อาการของโรค: สุนัขป่วยจะมีไข้สูง แสดงอาการปวดท้องรุนแรง
อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือด และมักตายภายใน 24 ชั่วโมง รายรุนแรงน้อย จะซึม เบื่ออาหาร
อาเจียน ท้องแข็งตึง อุจจาระเหนียวสีโคลน กลิ่นเหม็นจัดหรือมีเลือดปน พบสภาพดีซ่านได้
การวินิจฉัย:
1.การตรวจระดับเอนไซม์ในเลือด
2.การแยกเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรค จากเนื้อเยื่อและสิ่งขับถ่ายต่างๆ
3.ตรวจสภาพพยาธิวิการจากสัตว์ตาย
การป้องกัน/รักษา:
1.การให้วัคซีนตามโปรแกรม
2.ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ รักษาตามอาการ เพื่อพยุงสุขภาพเท่านั้น
โดยการให้สารน้ำ( fluid therapy ) ที่เหมาะสม ร่วมกับยาปฏิชีวนะวงกว้าง (ชนิดไม่เป็นพิษต่อตับ)
4.โรคเลปโตสไปโรซีส(Leptospirosis)
เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์ชนิดต่างๆ และระหว่างสัตว์ไปสู่คนด้วย(zoonoses)
โดยสัตว์ป่วยจะขับเชื้อออกมาทางปัสสาวะ โรคนี้รู้จักกันดีในชื่อโรคฉี่หนู(
เยี่ยวหนู)
สาเหตุ: เชื้อสไปโรขีด ที่ชื่อว่า Leptospira
spp.
การติดต่อ: โดยการสัมผัสกับปัสสาวะที่ติดเชื้อโดยตรง
หรือสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนกับปัสสาวะที่ติดเชื้อ ทางบาดแผล หรือเยื่อเมือกต่างๆ
การกินเนื้อติดเชื้อ ทางระบบสืบพันธุ์ หรือผ่านรกได้
อาการ: พบได้ตั้งแต่ไม่ปรากฏอาการ จนถึงอาการรุนแรงได้
ทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบมีเลือดออก ดีซ่านและไตอักเสบ บางทีอาจพบว่าตายโดยไม่แสดงอาการ
เพราะว่าเกิดตับและไตวาย
การวินิจฉัย:
1.ไม่มีอาการชี้นำโรคที่จำเพาะมากนัก
2.การตรวจหาเชื้อ เพาะแยกเชื้อ ทั้งในอาหารเลี้ยงเชื้อและสัตว์ทดลอง
3.วิธีทางซีรั่มวิทยา ( serology )
การป้องกัน/รักษา:
1.ป้องกันโดยการใช้ bivalent bacterin
ซึ่งจะใช้เป็นสารละลาย ( diluent ) ของวัคซีนป้องกันโรคไข้หัดสุนัข และโรคตับอักเสบติดต่อ
2.ควบคุมกำจัดหนู ซึ่งเป็นพาหะนำโรคที่สำคัญ
3.ยาปฏิชีวนะที่ได้ผลดีคือ เพนนิซิลลิน และสเตรบโตไมซิน ให้ติดต่อกัน
1-2 สัปดาห์
4.การให้สารน้ำโดยพิจารณาตามสภาพของสัตว์
5.ต้องมีการเฝ้าระวังโรค เพราะว่าโรคนี้แพร่มากในฤดูฝนหรือขณะน้ำท่วม

5.โรคไข้หัดสุนัข(Canine Distemper)
เป็นโรคติดต่อในสุนัข เมื่อป่วยแล้วจะรักษาให้หายได้ยากหรือแทบจะไม่มีโอกาสเลย
สาเหตุ: เกิดจาก Canine distemper virus
การติดต่อ: ที่สำคัญผ่านทางระบบหายใจ จากไวรัสในละอองของสิ่งคัดหลั่ง
ในน้ำมูก น้ำลาย และขี้ตา ผ่านทางรกได้ ไม่พบการติดต่อโดยการกิน
อาการของโรค: สุนัขป่วยจะมีไข้สูง ไม่กินอาหารหรือกินน้อย
มีขี้มูกขี้ตาเกราะกรัง มีตุ่มหนองใต้ท้องระยะแรก บางตัวอาจมีอาการชักน้ำลายเป็นฟองฟูมปาก
ชักรุนแรง มีอาการงับปากติดๆกัน อาการรุนแรง อาจตายใน 1-2สัปดาห์ แต่บางตัวอาจพบว่าป่วยเรื้อรังนานเป็นเดือน
ใต้ฝ่าเท้าจะหนาและแข็งตัวขึ้น ร่างกายจะซูบผอมลงไปเรื่อยๆและตายในที่สุด
อย่างไรก็ตามสุนัขบางตัวอาจหายป่วยได้แต่โอกาสจะน้อยมาก
การวินิจฉัย:
1.ตามอาการที่ปรากฏ
2.ประวัติการทำวัคซีน
การป้องกัน/รักษา:
1.ป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนจากเชื้อแบคทีเรียหรือโรคอื่น
ๆ โดยเลือกใช้ยาปฎิชีวนะที่เหมาะสมให้เร็วที่สุด
2.การทำวัคซีนป้องกันโรคตามโปรแกรม
3.รักษาตามอาการ เช่นถ้ามีอาการชักให้ยาแก้ชักทันทีการ รักษาพยุงอาการโดยการเลือกให้สารน้ำที่เหมาะสม
ร่วมกับวิตามินที่ละลายน้ำ และอาหารที่มีโปรตีนสูงหรือโปรตีนสกัด
6.โรคอื่นๆที่พบเป็นปัญหาในสุนัข
1. โรคผิวหนัง
1.1) จากเชื้อแบคทีเรีย เช่น ตุ่มหนองใต้ท้องและตามซอกขาที่เรียกว่า
Impetigo
1.2) จากเชื้อยีสต์ เช่นผิวหนังอักเสบ (Malassezia)
1.3) จากเชื้อรา
1.4)โรคขี้เรื้อนรูขุมขนสุนัข
1.5) จากปรสิตภายนอก เช่น หมัด ,เห็บ ,เหา
2. โรคที่มีปัญหาจากพยาธิ
2.1) โปรโตซัวในเม็ดเลือดแดง
ได้แก่ Canine Babesiosis 2.2) โปรโตซัวในเม็ดเลือดขาวได้แก่Canine Hepatozoonosis
,Canine Ehrlichinosis 2.3) โรคพยาธิตัวแบน ได้แก่ พยาธิตัวตืด,พยาธิเม็ดแตงกวา
เป็นต้น
2.2) โรคพยาธิตัวกลม ได้แก่
พยาธิไส้เดือน,พยาธิปากขอ เป็นต้น 2.5) โรคพยาธิหนอนหัวใจสุนัข เป็นสภาวะที่เกิดการ
ติดพยาธิตัวกลมที่อยู่ในกระแสเลือด โดยมียุงเป็นตัวสื่อกลางของพาหะนำโรค
ตัวแก่พยาธิจะอยู่ในเส้นเลือดใหญ่ของหัวใจห้องล่างขวา เมื่อตัวแก่ผสมพันธุ์แล้ว
ตัวอ่อน(microfilaria)จะอยู่ในกระแสเลือดพร้อมจะแพร่ไปสู่สุนัขปกติตัวอื่น
โดยมียุงเป็นพาหะนำโรคต่อไป
โปรแกรมวัคซีนป้องกันโรคในสุนัข
ระยะเวลา
วัคซีน |
กำหนดการให้วัคซีน (อายุสัตว์ ;
เป็นสัปดาห์) |
การฉีกระตุ้นในสุนัขโต |
| ครั้งที่1 |
ครั้งที่ 2 |
ครั้งที่ 3 |
ครั้งที่ 4 |
| ลำไส้อักเสบติดต่อ |
7-9 สัปดาห์ |
หลังครั้งที่ 1 2-3 สัปดาห์ |
หลังครั้งที่ 2 2-3 สัปดาห์ |
หลังครั้งที่ 32-3 สัปดาห์ |
ปีละ 1 ครั้ง |
ไข้หัดสุนัข
ตับอักเสบ
เลปโตสไปโรซีส |
8-10 สัปดาห์ |
หลังครั้งที่ 2 3-4 สัปดาห์ |
- |
- |
ปีละ 1 ครั้ง |
| พิษสุนัขบ้า |
12-16 สัปดาห์ |
หลังครั้งที่ 1 3-4 สัปดาห์ |
- |
- |
ปีละ 1 ครั้ง |
หมายเหตุ
 |
ในกรณีที่เป็นพื้นที่โรคไข้หัดสุนัขระบาดให้พิจารณาให้วัคซีนโรคไข้หัดสุนัขก่อน |
 |
การให้วัคซีนป้องกันโรคไข้ตับอักเสบ
1 - 2 ครั้ง อาจทำให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันโรคไม่เพียงพอ |
|