นกกรงหัวจุก เสียงร้องอันมีมนต์ขลัง

           เมื่อพูดถึงสัตว์ที่มีเสียงร้องอันไพเราะ แทบปฏิเสธไม่ได้ว่า นกกรงหัวจุก จัด อยู่ในอันดับต้นๆ ปัจจุบันวงการ นกกรงหัวจุก จัดได้ว่าเป็นวงการที่ได้รับความนิยมจากคนไทยเป็นจำนวนมาก มีการจัดรายการแข่งขันติดกันและต่อเนื่องตลอดทั้งปี และมีแนวโน้มว่าจะได้รับความนิยมแพร่ขยายมากขึ้น


           นกกรงหัวจุก มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า "นกปรอดหัวโขนเคราแดง" หรือ "นกพิชหลิว" มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Pycnomotus Jocosus เป็นนกที่มีการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 17 ให้เป็นสัตว์ป่าชนิดที่เพาะพันธุ์ได้ นกปรอดมีมากมายหลายชนิด วงศ์นกปรอด (Family Pycnonotidae) เป็นนกที่มีชนิดมากที่สุด พบมากที่สุดคือประเทศฟิลิปปินส์ ส่วนในประเทศไทยมีรายงานการค้นพบนกปรอดประมาณ 36 ชนิด โดยที่นกปรอดทั่วโลกมีประมาณ 109 ชนิด นกกรงหัวจุก มีชื่อเรียกหลายชื่อแตกต่างกันไปตามภาค อย่างภาคใต้โดยเฉพาะ จังหวัดนครศรีธรรมราช เรียกว่า "นกกรงหัวจุก" หรือ "นกกรง" ภาคเหนือเรียกว่า "นกปริ๊ดเหลว" หรือ "นกพิชหลิว" ส่วนภาคกลางเรียกว่า "นกปรอดหัวจุก" หรือ "นกปรอดหัวโขน"

           นกกรงหัวจุก เป็น นกที่มีสีสันสวยงาม ขนที่ตัวมีสีดำอมน้ำตาล มีขนจุกที่หัวตั้งตรง ปลายจุกที่ติดกับลำคอมีสีดำสนิท ที่แก้มมีขนสีขาว และมีจุดสีแดงที่ข้างตาทั้ง 2 ข้าง โคนหางล่างมีสีแดง นกกรงหัวจุก มีเสียงร้องไพเราะ คนนิยมนำมาเลี้ยงไว้ฟังเสียงร้อง และนำมาแข่งขันประชันลีลาการร้องของสำนวนเสียงว่า นกกรงหัวจุก แต่ละตัวว่าใครจะเหนือกว่ากัน

           ถิ่นอาศัยของ นกกรงหัวจุก อยู่ในแถบประเทศที่มีอากาศร้อนชื้น ในทวีปเอเชียส่วนใหญ่พบ นกกรงหัวจุก ได้ในประเทศจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย เวียดนาม กัมพูชา ลาว ในประเทศไทยเราจะพบ นกกรงหัวจุก ได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะพบ นกกรงหัวจุก อาศัยอยู่ตามชายป่า ทุ่งหญ้า พื้นที่เกษตรกรรม และตามแหล่งชุมชนในชนบท โดยเฉพาะทางภาคเหนือและภ
คอีสาน

ตอนบน

 

ชาติแรกที่นำนกกรงหัวจุกมาเลี้ยงคือชาวจีน เมื่อประมาณ พ.ศ. 2410 ในประเทศไทยเริ่มนิยมเลี้ยงประมาณ พ.ศ. 2504 ที่ภาคใต้ แต่ จะนำมาเล่นให้นกตีกันต่อสู้กันแบบเดียวกับไก่ชน จนกระทั่งถึง พ.ศ. 2515 จึงได้คิดเล่นแบบใหม่ โดยให้แข่งขันเสียงร้อง จากนั้นจึงได้แพร่หลายมาที่ภาคกลาง ภาคเหนือ ส่วนที่ภาคอีสานมีค่อนข้างน้อย นกกรงหัวจุกเป็นที่นิยมของคนภาคใต้มายาวนาน และสืบทอดมาสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน จนเรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านทางภาคใต้ จึงเห็นมีกรงนกแขวนตามบ้านเรือนประชาชนแทบทุกบ้าน และมีการตั้งเป็นชมรมทุกจังหวัด

 


           การแข่งขัน นกกรงหัวจุก ได้รับการยอมรับว่าเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่มีผู้คนให้ความสนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มีการจัดงานแข่งขันประชันเสียง นกกรงหัวจุก กัน ทั่วประเทศไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพฯ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ ในแต่ละสัปดาห์จะมีรายการแข่งขันทั้งประเทศไม่ต่ำกว่า 5 สนาม มีชมรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับ นกกรงหัวจุก ทั่วประเทศนับเป็นร้อยๆ ชมรม 


          

นกกรงหัวจุก ที่จะนำเข้าแข่งขันนั้นต้องเป็น นกกรงหัวจุก ตัวผู้ เพราะ นกกรงหัวจุก ตัวเมียจะร้องไม่เป็นเพลง โดย นกกรงหัวจุก ที่ เลือกมานั้นต้องมีลักษณะรูปร่างและน้ำเสียงที่ดี ตัวอย่างเช่น มีรูปร่างเหมือนปลีกล้วยขณะที่ปลียังเล็กอยู่ ปากของนกทั้งด้านบนและด้านล่างควรจะใหญ่ ซึ่งทำให้มีเสียงดังกังวาน ลำคอต้องใหญ่ หน้าอกต้องใหญ่ ซึ่งหมายถึงปอดของนกจะใหญ่ จะร้องได้ทนและนาน ลักษณะขน หางต้องสวยงามตามตำรา เป็นต้น

           การร้องของ นกกรงหัวจุก ต้องเปล่งเสียงร้องเต็มที่ เสียงเป็นเพลงเหมือนเสียงดนตรี เสียงของ นกกรงหัวจุก ที่ดีควรจะเป็นเสียงใหญ่ ถัดมาก็เสียงกลางและเสียงเล็ก ซึ่งก็แล้วแต่ถิ่นกำเนิดของ นกกรงหัวจุก นั้นๆ เพลงของนกกรงหัวจุกต้องมีคำหรือ 3 คำขึ้นไปจนถึง 7 คำ ซึ่งนกที่ร้องเพลงได้ 3 - 5 คำ เป็นนกแบบธรรมดา นกที่ร้องเพลงได้ 6 - 7 คำ จะเป็นนกที่หายาก จังหวะและคำร้องแต่ละคำต้องสม่ำเสมอและชัดเจน ในภาพรวมการร้องของ นกกรงหัวจุก คือ ขณะร้องเพลงต้องมีท่าที ลีลาสวยงามไปทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นปาก คอ อก หาง ขา หน้าตาสดชื่นแจ่มใส ดวงตาแจ่มใส ขาเหยียด ลำตัวนกตั้ง หน้าเชิด ขนอกฟู หางกระดก น้ำเสียงดังฟังชัดเป็นจังหวะจะโคนที่ดี สม่ำเสมอและต่อเนื่อง

           ลักษณะดังกล่าวนี้เองที่ทำให้ผู้เลี้ยง นกกรงหัวจุก หลงใหลในเสน่ห์ จนทำให้เกิดความรัก สนใจเลี้ยง นกกรงหัวจุก เพื่อการประกวดประชันเสียงร้องเพลง สำหรับกติกาการแข่งขัน นกกรงหัวจุก ในปัจจุบันมีอยู่ 2 แบบใหญ่ๆ คือ กติกาแบบสากล และ กติกาแบบ 4 ยก สำหรับ นกกรงหัวจุก ที่ มีเสียงไพเราะหรือชนะการประกวดก็จะมีราคาแพงตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักแสน เลยทีเดียว นอกจากการประชันเสียงร้องแล้วยังมีการประกวดประชันหรือโชว์กรง นกกรงหัวจุก อีกด้วย 

วิธีการดูเพศของนกกรงหัวจุก

นกกรงหัวจุกตัวผู้


 

นกกรงหัวจุกตัวเมีย

ลักษณะมงคลของนกกรงหัวจุก

          การเล่นนกกรงหัวจุกมีความเชื่อเกี่ยวกับลักษณะคล้ายๆ กับนกเขาชวา แต่ไม่มีตำรับตำราเหมือนนกเขาชวา  มีแต่การพูดต่อๆ กันมา ส่วนใหญ่จะเน้นว่าถ้าลักษณะดีก็จะร้องเสียงดี คือลักษณะที่มีผลต่อเสียงร้องมากกว่า โดยกล่าวว่านกลักษณะดี มงคล 12 ประการ มีดังนี้

          1. ส่วนของใบหน้าใหญ่ รูปโครงสร้างใบหน้าดูเหมือนสิงโต

          2. หงอน จุกบนหัวใหญ่ โคนจุกขนดกหนายาว ตั้งตรงปลายแหลม ขนเรียบลู่ในแนวเดียวกัน ดำสนิท ปลายโน้มเอียงไปข้างหน้าเล็กน้อย (ถ้าเป็นไก่ เรียกว่า หงอน นกเรียกว่าจุก)

           3. นัยน์ตาดุ หรือหวาน คมใส ไวต่อสิ่งสัมผัส ทั้งภายนอก-ใน

           4. สันปากใหญ่หนา คมปากประกบกันสนิทคล้ายสันปากนกเหยี่ยว หรือนกอินทรี (จะงอยปากไม่งุ้มลงมากเหมือนนกเหยี่ยว)

          5. สีแต้มแดงที่หูหรือหูแดงเข้มถึงเข้มมาก

          6. สีแก้มขาวชัด ขนขึ้นดกหนาใหญ่ขาวสะอาด หนวดดำเส้นเล็กตัดหว่างสีแก้มกับเคราใต้คาง

          7. คอใหญ่ ขนเคราขึ้นดกหนาฟูใหญ่ สร้อยคอดำสนิท หรือภาษานกเรียกว่าหมึกดำ หมึกดำสนิท ขนขึ้นดกหนาใหญ่ย้อยลงถึงข้างล่าง ถึงจรดก้น

           9. สีบัวใต้หางชัด สีแดงออกส้มๆ หรือสีแสดบานถึงบานใหญ่

          10. หาง พัดยาว ปลายหางไม่แตก หางขาวดำ หรือหางดำป้ายขาว 8 หาง ข้างละ 4 หาง หางดำปรอด 4 หาง รวมเป็น 12 หาง หางยาว หางไม่แตก เวลายืนด้วยอาการปกติปลายหางซ้อนกันในแนวเดียว

          11. ลีลาท่ายืน เดิน สง่า สองขาจับมั่น ดูองอาจ สง่างาม เป็นนกใจเดียว เวลาสู้สู้ไม่ถอย

           12. เสียง นกดำน้ำเสียงดี เสียงดังฟังชัด จะเป็นนกเสียงเล็ก เสียงกลาง เสียงใหญ่ได้ทั้งนั้น (เสียงไม่แหบพร่า) เหมาะเป็นนกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์

 

 

 

 

การผสมพันธุ์นกกรงหัวจุก

 



                 การผสมพันธุ์นกกรงหัวจุก จาก หนังสือ นกกรงฯนกเพลงเสนาะโลก เขียนโดย น้าหมูเซียนนก ตาม หลักการเลี้ยงสัตว์ที่ถูกต้องนั้น... ต้องมีการขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มจำนวน นกกรงหัวจุกนั้นแม้จะเป็นสัตว์คุ้มครอง แต่ก็เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่สามารถเพาะพันธุ์ได้นั่น หมายถึงว่ากฎหมายได้เปิดช่องทางออกไว้เพื่อให้เราผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุกมีข้อ โต้แย้งได้ว่าเราลี้ยงเพื่อการอนุรักษ์ มิได้เลี้ยงเพื่อการค้า การผสมพันธุ์นกกรงหัวจุกไม่ใช่เรื่องยาก ว่ากันไปแล้วง่ายกว่านกเขาชวาเสียอีก

ขั้นแรกก็ต้องเตรียมกรงผสมเสียก่อน

ขนาดของกรงผสมก็ไม่ใหญ่โตอะไรมาก กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตรถึง2เมตรครึ่ง แล้วแต่พื้นที่ ความสูงก็ 2 เมตร แค่นี้ก็กว้างพอสำหรับพ่อแม่นกที่จะบินไปมาได้สะดวก ในกรงเราต้องตกแต่งให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติเสียหน่อย ด้วยการเอาต้นไม้กิ่งไม้ตกแต่งให้สวยงาม ให้นกได้มีความรู้สึกว่าอยู่ในธรรมชาติจริง ใช้ต้นโมกนี่แหล่ะราคาไม่แพงยกเข้าไปทั้งกระถางเลย 3 – 4 ต้น ก็น่าจะพอ ที่พื้นกรงก็เอาทราบหยาบมาโรยไว้เพื่อซับความชื้น...จากนั้นก็หากิ่งไม้ไป ขัดเป็นเส้น ๆ หลาย ๆ อัน เพื่อที่นกจะได้เลือกมุมหนึ่งเพื่อการสร้างรัง นกกรงหัวจุกนั้นด้วยนิสัยของมันแล้ว มันไม่ชอบให้ใครทำรังให้ มันจะช่วยกันสร้างเอง ดังนั้นเราควรหาเศษหญ้าแห้งไปทิ้งไว้ที่พื้นกรงเพื่อที่มันจะคาบขึ้นไปสร้าง รังเอง

สิ่งที่ไม่ควรลืมใส่ไว้ในกรงก็คือ
   อุปกรณ์อำนวยความสะดวกของนก ถาดอาหาร และผลไม้ ถาดใส่หนอนมีที่รองน้ำเพื่อกันมด อ่างอาบน้ำนก
                  เมื่อจัดเตรียมกรงเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงเรื่องพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ต้องเลือกเอานกที่มีแกนเสียงหนา ๆ สำนวนเพลงดี ๆ เพราะโอกาสที่จะได้ลูกนกที่มีแกนเสียงสามารถร้องเพลงดีมากกว่า อายุของพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ก็สำคัญ อย่าเอานกอายุอ่อนเกินไปอย่างน้อยต้อง 2 ปีขึ้นไป ก่อนการผสมพันธุ์เราต้องเตรียมตัวนกตัวเมียที่อายุดี แข็งแรง สัก 3 – 4 นก นำเอาไปปล่อยในกรงผสม พร้อมกับนกตัวผู้ 1 นก ที่ทำอย่างนี้เพราะต้องการให้นกเลือกคู่เอง พ่อนกถูกใจตัวเมียก็จะเห็นเคล้าคลอกับตัวนั้น... เราค่อยจับตัวเมียที่เหลืออก...
              หลังจากนั้นไม่นานนกทั้งสองจะช่วยกันคาบใบไม่ใบหญ้ามาช่วยกันทำรัง ไม่นานเราก็จะเห็นไข่ 2 – 3 ฟองในรังเล็ก ๆ นกกรงหัวจุกใช้เวลาประมาณ 15 วันในการกกไข่บวกลบไม่เกิน 1 วัน ลูกนกตัวน้อย ๆที่ยังไม่ลืมตาก็จะออกมาจากไข่ ช่วงที่นกมันกกไข่จนถึงออกเป็นตัวต้องระวังอย่าให้อะไรไปรบกวน เพราะอาจเป็นสาเหตุให้นกที่ไข่ทิ้งลูกได้ บางครั้งลูกนกอาจจะถูกดันจนตกรังได้
         

              การเลี้ยงลูกป้อนพ่อแม่นกกรงหัวจุกจะช่วยกันป้อนลูกช่วงนี้เราต้องเอาหนอนนก ใส่ไว้มากเป็นพิเศษเอาอาหารเสริมพวกอาหารเม็ดใส่ไว้ด้วย พ่อแม่จะได้สอนให้ลูกกิน ลูกนกจะได้คุ้นเคยกับอาหารเม็ดในอนาคต ในช่วงนี้เราเรียกว่า นกลูกป้อนประมาณ 3 สัปดาห์ ลุกนกจะเริ่มบินได้ โดยมีพ่อแม่เป็นครูฝึก ลุกนกจะเริ่มจิกอาหารเองได้แล้ว เราสามารถที่จะแยกออกมาเลี้ยงในกรงเดี่ยวได้แล้ว เพื่อที่ลูกนกจะได้คุ้นกับผู้เลี้ยงทั้งยังเป็นการช่วยให้แม่นกได้พักผ่อน และฟื้นตัวได้เร็วขึ้นครั้ง

 

 

การเลี้ยงนกเพื่อเข้าสู่สนามแข่ง

นกกรงหัวจุก


 


นิพนธ์ สีลาเนียม คนรักนกแห่งสวนผึ้ง ราชบุรี แนะเลี้ยงนกกรงหัวจุก ให้เป็น "นักรบราวเหล็ก" (มติชนออนไลน์)

คอลัมน์ เทคโนฯสัตว์เลี้ยง
โดย มนตรี แสนสุข

          นกกรงหัวจุก นกตัวน้อย ปราดเปรียว เสียงไพเราะ หลายคนตั้งฉายามันคือ "นักรบราวเหล็ก" นั่นก็คือ เวลานำกรงขึ้นราวเหล็กในสนามแข่งขันการประกวดเสียงนกร้อง นักรบตัวน้อยน่ารักเสียงใสจะคึกคักปราดเปรียวมีความหึกเหิมที่จะเข้าต่อสู้ พันตูกับนกกรงอื่น ๆ นักรบตัวน้อยจะส่งเสียงร้องก้องกังวานเข้าต่อกรกับนกกรงข้าง ๆ ประหนึ่งใช้เสียงเข้าข่มขวัญ ฝ่ายนกคู่ต่อสู้กรงข้าง ๆ ก็จะส่งเสียงร้องก้องกังวานโต้ตอบเช่นกัน เป็นการใช้เสียงเข้าต่อกร เพราะไม่มีทางที่จะจิกตีให้รู้แพ้รู้ชนะกันได้แน่นอน นกเก่งๆ หลายตัวพอขึ้นราวเหล็กในสนามแข่งขัน เพียงแค่ส่งเสียงร้องก้องกังวานที่ไพเราะ ก็เล่นเอาไม่มีใครอยากจะให้นกของตนเองไปอยู่ข้าง ๆ ซะแล้ว และนี่ก็ เป็นที่มาของ "นักรบราวเหล็ก" การเลี้ยงนกกรงหัวจุกเพื่อเข้าสู่สนามแข่งขัน การประกวดเสียงร้องของนก ซึ่งปัจจุบันนี้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ๆ

          คุณนิพนธ์ สีลาเนียม หรือ นวย จอมบึง กรรมการบริหารสมาพันธุ์ผู้เพาะเลี้ยงนกกรงหัวจุก ภูธรภาค 7 แห่งอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า นกกรงหัวจุกนี้เริ่มเลี้ยงกันในจังหวัดภาคใต้มาก่อน มีการแข่งขันประกวดเสียงร้องของนกมานานหลาย 10 ปีแล้ว ได้รับความนิยมจากประชาชนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ปัจจุบันความนิยมเลี้ยงนกกรงหัวจุกแพร่หลายไปทั่วประเทศ เป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก

          คุณนิพนธ์ กล่าวต่อไปอีกว่า นกกรงหัวจุกยังถูกจัดอยู่ในประเภทสัตว์ป่าสงวนฯ ถ้าถามว่า มีไว้ในครอบครองจะผิดกฎหมายหรือไม่ ก็ต้องบอกว่ายังผิดกฎหมายอยู่ แต่ก็มีเจ้าหน้าที่จากกรมป่าไม้เข้ามาจดทะเบียนนกเลี้ยงเพื่อการอนุรักษ์ เพาะขยายพันธุ์ และเพื่อการประกวดเสียงร้อง เป็นนกเลี้ยงตามบ้านทั่วๆ ไป ไม่ได้ไปจับมาจากป่า เลี้ยงเพื่อการอนุรักษ์และขยายพันธุ์ จึงสามารถเพาะเลี้ยงกันได้เช่นในทุกวันนี้

          นกกรงหัวจุก ที่นิยมมาเลี้ยงกันนั้น คุณนิพนธ์ บอกว่า สายพันธุ์ส่วนใหญ่เป็นนกมาจากภาคใต้ ลักษณะของนกที่นิยมเลี้ยงต้องแก้มแดง หงอนสูงโค้ง ก้นแดง ร้องเสียงไพเราะ ซึ่งในกลุ่มเดียวกันนี้ก็มีนกปรอดบ้านไม่มีจุก นกปรอดบ้านหน้าขาว และนกปรอดบ้านหน้ามอมจุกดำ ไม่นิยมเลี้ยงเพื่อการแข่งขันเสียงร้อง เพราะร้องน้ำเสียงไม่ไพเราะ

          นกกรงหัวจุกแต่ละถิ่นผู้เพาะเลี้ยงนกที่ช่างสังเกตและศึกษาเรียนรู้จริง ๆ จัง ๆ แล้วจะทราบดีว่ามีลักษณะรูปพรรณสัณฐานแตกต่างกัน แต่ก็ไม่มากนัก แตกต่างในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น คนที่ไม่ใช่นักเลี้ยงนกกรงหัวจุกจริงๆ อาจจะไม่ทราบข้อแตกต่างก็ได้ อย่างเช่น นกกรงหัวจุกจากสวนผึ้ง ราชบุรี ก็มีความแตกต่างจากนกภาคใต้ น้ำเสียงลีลาการร้องก็แตกต่างออกไป ปัจจุบัน นกจากสวนผึ้งได้รับความนิยม จัดอยู่ในชั้นแนวหน้าของนกเสียงไพเราะก็ได้

          "นกจากใต้ประเภทเสียงทองจะร้องเสียงใหญ่ห้าว บางตัวร้องได้ถึง 6-7 พยางค์ การฟังเสียงร้องของนกนั้น นับจากคำร้อง ถ้าร้อง 1 ครั้ง นับเป็น 1 พยางค์ เช่น นกร้อง จก ควิก ควิก แบบนี้ 3 พยางค์ ร้อง จก ควิก ควิก ไขว ยอ ลิ เหลี่ยว อย่างนี้ 7 พยางค์ แต่นกส่วนใหญ่จะร้อง 3 พยางค์ เช่น จก ควิก ควิก หรือ ควิก จก ควิก นกประกวดเสียงร้องมักจะร้อง 4-5-6 พยางค์ การร้องแต่ละพยางค์ของนกนั้น เขาเรียกว่า "แม่ไม้เพลงนก" ซึ่งผู้เลี้ยงจะต้องเข้าใจและฟังเสียงร้องของนกได้"

          คุณ นิพนธ์ กล่าวและว่า สำหรับผู้ที่คิดจะเลี้ยงนกกรงหัวจุกเป็นประเภทมือใหม่สมัครเล่นนั้น ก่อนจะไปซื้อนกมาเลี้ยงขอให้ปรึกษาคนที่มีความรู้ กำลังเลี้ยงนกอยู่ในขณะนี้ หรือจะไปซื้อนกตามสนามแข่งขันนกกรงหัวจุกทั่ว ๆ ไปก็ได้ การซื้อนกไม่จำเป็นต้องซื้อนกที่สวยงามถูกต้องตามองค์ ประกอบทั้งหมด ทุกวันนี้เราเลี้ยงนกก็เพื่อฟังเสียงร้องที่ไพเราะ เลี้ยงเพื่อการประกวดเสียงร้องของนก เวลานำนกไปแข่งขันตามสนามต่าง ๆ เมื่อนกขึ้นราวเหล็กในสนาม นกจะต้องร้องอย่างเดียวเท่านั้น กรรมการจึงจะตัดสินให้คะแนนเสียงร้องของนก ไม่ได้ดูว่านกตัวนั้นจะสวยหรือไม่สวยขนาดไหน และเสียงร้องของนกต้องร้อง 3 พยางค์ ขึ้นไป จึงจะซื้อได้

          "ขอให้ท่านซื้อนกจากคนที่เราอยากซื้อ แต่อย่าซื้อนกจากคนที่เขาอยากขาย"

          คุณนิพนธ์ บอกว่า นกที่เขาอยากขายก็หมายความว่า นกตัวนั้นไม่สู้บนราวเหล็ก หรือร้องไม่เพราะ เขาจึงอยากขาย นกต้องมีข้อบกพร่อง เจ้าของจึงอยากขาย แต่กับนกที่เราอยากซื้อก็เพราะเราเห็นว่านกตัวนั้นดี มีน้ำเสียงไพเราะก้องกังวาน หรือคนที่เลี้ยงนกอยู่เขาเลี้ยงเพื่อส่งนกเข้าประกวด กรณีมือใหม่สมัครเล่นถ้าคนขายให้คำปรึกษาได้ดี เลี้ยงนกเพื่อการแข่งขันประกวดเสียงจริงๆ จะมีความน่าเชื่อถือ ถ้ามีโอกาสเลือกนกได้ถึงแม้ราคาแพง หากสู้ราคาได้ก็ควรซื้อ ดีกว่าเลี้ยงนกที่ไม่มีอนาคตในการลงสนามแข่งขัน เปลืองค่าอาหารเปล่าๆ

          และถ้าหากจะซื้อนกเล็กหรือลูกนกมาอนุบาลและฝึกซ้อมเองตั้งแต่เล็ก ๆ ได้ก็ควรซื้อ สำหรับกรงนกก็ไม่จำเป็นต้องซื้อกรงราคาแพง ๆ เป็นหมื่นเป็นแสนบาท มือใหม่ ๆ ซื้อกรงแค่พอเลี้ยงนกได้ก็พอแล้ว ราคากรงก็ตั้งแต่ใบละ 100-500 บาท กำลังดี แต่ถ้าเงินมากพอจะซื้อกรงหลักพันหลักหมื่นก็ได้ไม่ว่ากระไร นอกจากนี้ ควรซื้อกรงพักนกซึ่งเป็นกรงใหญ่สักหน่อย ประมาณ 40-50 ซี่ เพื่อให้นกพักหลังแข่งขัน ส่วนกรงธรรมดานกใหม่ ๆ ควรเลี้ยงอยู่ในกรง 13-15 ซี่ อาจจะเล็กไป แต่จำเป็นต้องฝึกให้นกเกิดความเคยชินกับกรง กับเจ้าของ และสภาพแวดล้อมรอบข้าง สถานที่แขวนนกควรแขวนในที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี โล่งโปร่ง และต้องหาผ้าคลุมกรงนกด้วย เพื่อไม่ให้นกเครียดจนเกินไป

          อาหารของนก ให้กินอาหารเม็ดเป็นอาหารนกกรงหัวจุกโดยเฉพาะเลยจะดีกว่า ส่วนผลไม้นกกินได้แทบทุกชนิด น้ำต้องให้น้ำสะอาด เปลี่ยนน้ำทุกวัน ใส่ยาปฏิชีวนะ วิตามิน B รวม เป็นยาน้ำสีแดงๆ ใส่น้ำให้นกกินเพื่อคลายเครียด

          สำหรับนกที่เตรียมตัวลงแข่งขันเสียงร้องต้องให้อาหารเสริมประเภทหนอนนก และผลไม้ จะช่วยให้นกมีความสมบูรณ์ คึกคัก กระปรี้กระเปร่าพร้อมที่จะขึ้นสู่ราวเหล็กในสนามแข่งขัน

          คุณนิพนธ์ กล่าวต่อไปอีกว่า นกกรงหัวจุกสามารถฝึกให้ร้องตามที่เราต้องการได้ โดยการหานกแม่แบบ หรือที่เรียกว่า "นกครู" ที่มีเสียงไพเราะ ร้องได้ 3-4-5-6 พยางค์ ตามที่เราต้องการมาเป็นแม่แบบแขวนกรงไว้ ระยะห่างพอสมควร นกที่ฝึกร้องจะค่อยๆ ร้องตามนกแม่แบบหรือนกครู นกฝึกสามารถร้องเพลงตามนกครูได้ กรณีที่หานกครูไม่ได้บางคนใช้เปิดเทปให้นกร้องเลียนเสียงก็มี ประการสำคัญคือนกครูต้องร้องดี ร้องไพเราะถูกต้องตามพยางค์ ไม่ใช่ร้องมั่วสะเปะสะปะจะทำให้นกฝึกร้องมั่วตามไปด้วย

          การ เลี้ยงนกกรงหัวจุกจำเป็นต้องเอานกตากแดดด้วย คุณนิพนธ์ บอกว่า การตากแดดก็เพื่อฝึกให้นกขยัน ลดไขมันในตัวนก และให้นกชินกับสภาพของแดด เพราะเวลาแข่งขันนกนั้นจะแข่งกันตั้งแต่สายยันบ่ายคล้อย ดังนั้น นกจึงต้องพร้อมที่จะตากแดดอยู่เสมอ การนำนกในกรงขึ้นตากแดดจึงมีความสำคัญมาก

          การดูแลนกในแต่ละวันก็จะต้องฝึกให้นกร้องเพลงตามแม่ไม้เพลงนก โดยหานกครูมาช่วยฝึกให้ร้อง นกครูจะร้องไปตามช่วงจังหวะ นกเราเองก็จะร้องตามนกครูเป็นการเลียนเสียงร้องจากนกครู หากเลี้ยงตั้งแต่นกเล็กๆ ไปจนกระทั่งเติบใหญ่ ใช้เวลาประมาณ 2 ปี นกก็สามารถลงสนามแข่งบนราวเหล็กได้แล้ว

          แต่ก่อนหน้านั้นช่วงปีแรก เมื่อนกเริ่มร้องเสียงดี มีจังหวะจะโคน ก็ต้องหมั่นนำนกออกหาประสบการณ์โดยการนำไปตามสถานที่ต่างๆ ให้นกได้เรียนรู้นอกสถานที่ ไม่ตื่นกลัวสถานที่แปลกใหม่ ถึงคราวลงสนามแข่งขันตามที่ต่างๆ นกจะได้ไม่ตื่นสถานที่

          คุณนิพนธ์ บอกว่า การนำนกตากแดดน่าจะตากแดดก่อนเที่ยง ประมาณ 1-2 ชั่วโมง จึงนำเข้าร่ม ซึ่งตรงจุดนี้ก็ไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะตากแดดสายหรือตากแดดบ่าย แล้วแต่คนเลี้ยงว่าจะกำหนดนำนกตากแดดเวลาไหน ไม่มีกฎตายตัว

          ส่วนวิธีการทำให้นกร้องเสียงใสดีนั้น แต่ละคนก็มีเคล็ดลับกันทั้งนั้น สำหรับผมให้นกกินน้ำผลไม้รวม ให้กินหนอน นกจะคึกคะนองเต็มที่ เปล่งเสียงร้องก้องกังวาน ดูกระปรี้กระเปร่าก็สามารถนำไปสู่สนามประกวดแข่งขันเสียงร้องได้แล้ว

          "นกบางตัวอยู่ที่บ้านใต้ชายคา คึกคะนองร้องดังทั้งวัน พอนำไปสู่สนามแข่งขัน กลับไม่ร้องหรือทำเป็นร้องยังกะนกกระจิบ นกแบบนี้มีมาก เขาเรียกว่า "นักสู้ชายคา" คือเก่งแค่ชายคาบ้าน พอลงสนามแข่งจริงๆ กลับไม่ได้เรื่อง หนทางแก้ไขก็ต้องหมั่นนำนกออกไปหาประสบการณ์นอกบ้านให้บ่อยครั้ง นกจะได้ไม่ตื่นกลัวเวลาอยู่ต่างสถานที่"

         คุณนิพนธ์กล่าวอีกว่าเลี้ยงนกกรงหัวจุกนั้นไม่ยากสนุกและเพลิดเพลินอีกต่างหากเมื่อเลี้ยงจนนกร้องเก่งแล้วลองนำนกไปสู่สนามแข่งบ้างท่านและนกจะได้ประสบการณ์จากการแข่งข

ันประกวดเสียงนกร้องอีกรูปแบบหนึ่ง

 

 

 

 

 

 

ประวัติผู้จัดทำ

 

ชื่อนายเกริกกฤษณ์ กังแฮ

รหัสนิสิต5310300856

นิสิตคณะวนศาสตร์ ชั้นปีที่2 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 จากโรงเรียน จุฬาภรณราชวิทยาลัย ตรัง