การประกันภัย    การประกันภัย   การประกันภัย   การประกันภัย   การประกันภัย

 

ทฤษฎีและหลักพื้นฐานเกี่ยวกับการประกันภัย

ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการประกันภัย มีด้วยกัน 3 เรื่อง คือ

        1. ความน่าจะเป็น ( Probablilty )ความน่าจะเป็น เป็นทฤษฎีพื้นฐานที่บริษัทประกันภัยนำไปใช้เป็นค่าประมาณในการ คำนวนณเบี้ยประกันภัยที่จะเรียกเก็บจากผู้เอาประกันภัย

        2. กฎว่าด้วยจำนวนมาก ( Law of large number ) กฎว่าด้วยจำนวนมาก มีหลักว่า ถ้าเพิ่มจำนวนของวัตถุที่ร่วมเสี่ยงภัย หรือ วัตถุที่เอา ประกันมากขึ้นแล้ว ค่าความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจริง จะเท่ากับ ค่าความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ หรือ ความน่าจะเป็นของโอกาสที่จะเกิดความเสียหาย จะแม่นยำหรือถูกต้องมากขึ้น จึงเป็นประโยชน์สำหรับการคำนวณเบี้ยประกันภัยแต่ละประเภท กล่าวคือ การเสี่ยงภัยจะลดลง ถ้าจำนวนวัตถุที่มีส่วนในเหตุการณ์เสี่ยงภัยมากขึ้น

        3. กฎของการเฉลี่ย ( Law of average ) ถ้ากลุ่มผู้เสี่ยงภัยมีน้อย ค่าเบี้ยประกันภัยก็จะมีอัตราสูง และทำให้การดำเนินงานการ ประกันภัยไปได้ยาก ในทางตรงกันข้าม ถ้ากลุ่มผู้เสี่ยงภัยมีมาก ค่าเบี้ยประกันภัยก็จะมีอัตราต่ำ และทำให้การประกันภัยดำเนินการไปด้วยดี

หลักพื้นฐานเกี่ยวกับการประกันภัยประกอบด้วย 6 ข้อ คือ

1. หลักส่วนได้เสียในเหตุประกันภัย ( Insurable interest ) ผู้มีสิทธิเอาประกันภัย จะต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุประกันภัยเท่านั้น

        -  กรณีประกันวินาศภัย

          ส่วนได้เสียในเหตุประกันภัย : การที่ผู้เอาประกันภัยมีส่วนเกี่ยวพันโดยชอบธรรมในทรัพย์ ที่เอาประกัน คือมีกรรมสิทธิ์หรือมีประโยชน์หรือ มีความรับผิดชอบตามกฎหมายในวัตถุที่เอาประกันภัย

          เวลาที่ต้องมีส่วนได้เสีย : ผู้เอาประกันภัยจะต้องมีส่วนได้เสียทั้งขณะทำสัญญาประกันภัย และ ขณะที่เกิดความเสียหาย ยกเว้นการประกันภัยทางทะเล ที่ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องมีส่วนได้เสียขณะทำสัญญาประกันภัยได้ แต่ต้องมีส่วนได้เสียขณะที่เกิดภัยขึ้น

        - กรณีประกันชีวิต

          ส่วนได้เสียในเหตุประกันภัย : ผู้เอาประกันมีความผูกพันทางกฎหมาย ความผูกพันทาง ครอบครัว หรือมีส่วนได้เสียอันเกิดจากการเป็นหุ้นส่วนในการทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งพิสูจน์ได้ว่า การเสียชีวิตของหุ้นส่วนจะเกิดความเสียหายต่อกิจการที่ทำร่วมกัน

          เวลาที่ต้องมีส่วนได้เสีย : ผู้เอาประกันจะต้องมีส่วนได้เสีย ขณะทำสัญญาเท่านั้น โดยไม่ จำเป็นต้องมีส่วนได้เสียอันอาจเอาประกันภัยได้ในขณะเกิดภัย

2. หลักสุจริตอย่างยิ่ง ( Utmost good faith ) หมายถึง การที่ผู้เอาประกันภัย และผู้รับประ-กันภัยมีความสุจริตใจต่อกัน ในขณะที่เข้าทำสัญญา กล่าวคือ จะต้องเปิดเผยข้อความจริง ไม่แถลงข้อความเท็จ และปฏิบัติตามคำรับรอง

           สาระสำคัญที่ถือว่าปฏิบัติตามหลักสุจริตอย่างยิ่ง มี 3 ประการ คือ

         1. การเปิดเผยข้อความจริง ( Representations )

        ตัวอย่าง นาย ส ขอประกันภัยสินค้าที่ขนส่งทางทะเล สินค้าที่ขอเอาประกันคือ วัสดุก่อสร้างและเคมีภัณฑ์ติดไฟง่าย แต่นาย ส แจ้งให้ผู้รับประกันทราบในสัญญาว่าเป็นวัสดุก่อสร้างเพียงอย่างเดียว โดยปกปิดข้อความจริงไว้โดยเจตนา ทั้งนี้ต้องการจ่ายเบี้ยประกันภัยตามมาตรฐาน หรือเกรงว่าบริษัทไม่รับประกัน ปรากฏว่าเรือไฟไหม้บรรทุกสินค้านั้น กรณีเช่นนี้บริษัทไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทน เพราะถือว่านาย ส ไม่เปิดเผยข้อความจริง

         2. การไม่แถลงข้อความเท็จ ( Non- Misrepresentations )

        ตัวอย่าง นาย ส ขอเอาประกันชีวิต ในใบแถลงสุขภาพแจ้งว่าสุขภาพดี ไม่เคยเจ็บป่วยถึงขั้นนอนในโรงพยาบาลในรอบ 5 ปี โดยจริงเขาเป็นโรคมะเร็งและเข้าผ่าตัดใน 6 เดือน หลังทำสัญญาไม่นาน เขาเสียชีวิตลง กรณีนี้ บริษัทไม่ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้เพราะ นาย ส แถลงข้อความเท็จอันมีสาระสำคัญต่อการพิจารณารับประกันภัย

         3. การปฏิบัติตามรับรอง ( Warranty )

        คำรับรอง ( Warranty ) คือ ข้อความในสัญญาที่ผู้เอาประกันภัยตกลงจะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่กระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง อันกระทบความเสี่ยงภัยของผู้รับประกันภัย เช่น ติดตั้งสัญญาณเตือนอัคคีภัย การจ้างยามรักษาการณ์ในโรงงานยามวิกาล เป็นต้น

3. หลักชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ( Indemnity ) หมายถึง การที่มีความเสียหายเกิดขึ้นอันเป็นผลโดยตรงจากภัยที่ได้รับประกันภัยไว้ ผู้รับประกันภัยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้มีสิทธิรับค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง เช่น บ้านมูลค่า 2 ล้านบาท ไฟไหม้เสียหาย 2 แสน จะได้รับเงินชดใช้ 2 แสนบาท สำหรับจำนวนค่าสินไหมทดแทนนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 877 บัญญัติไว้ว่า

         “ผู้รับประกันภัยจำเป็นต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ดังนี้คือ

         1. เพื่อจำนวนวินาศภัยอันแท้จริง

         2. เพื่อความบุบสลายอันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งได้เอาประกันภัยไว้ เพราะได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องปิดความวินาศภัย และ

         3. เพื่อบรรดาค่าใช้จ่ายอันสมควร ซึ่งได้เสียไปเพื่อรักษาทรัพย์สิน ซึ่งเอาประกันภัยไม่ให้วินาศ” การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จะต้องเท่ากับความเสียหายจริง ผู้รับประกันภัย อาจจะชด ใช้ค่าเสียหายได้ หลายวิธี ขึ้นอยู่กับความสะดวก และความพอใจของผู้เอาประกัน และผู้รับประกันภัย

         1. จ่ายเป็นเงินสด

         2. การช่อมแซมให้กลับมีสภาพเหมือนเดิม

         3. การหาสิ่งของมาทดแทน การประกันภัยทรัพย์สิน บางประเภทไม่เข้าข่ายกรณีนี้ เช่น วัตถุโบราณซึ่งยากที่จะ
กำหนดมูลค่าความเสียหาย ดังนั้น จึงกำหนดมูลค่าชดใช้แน่นอนไว้ล่วงหน้า แม้เกิดความเสียหายบางส่วนหรือทั้งหมด ผู้รับประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ตามจำนวนที่ระบุในสัญญา เราเรียกกรมธรรม์นี้ว่า Valued Policy สำหรับการประกันชีวิตหรือการประกันสุขภาพ ไม่เข้าข่ายของหลักการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเช่นกัน

4. หลักการรับช่วงสิทธิ์ ( Subrogation ) หมายถึง หลักที่กำหนดว่าผู้รับประกันภัยสามารถรับช่วงสิทธิ์ทั้งปวงของผู้เอาประกันภัยที่จะเรียกร้องจากบุคคลภายนอกผู้ก่อ
ให้เกิดความเสียหายแก่วัตถุที่เอาประกันภัย เมื่อผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความเป็นจริงให้แก่ผู้เอาประกันภัย และความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นต้องเป็นการกระทำของมนุษย์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ส่วนการประมาทเลินเล่อของผู้เอาประกันภัย
หรือ ผู้รับประกันภัย ภัยจากธรรมชาติ (อุทกภัย วาตภัย) ผู้รับประกันไม่สามารถรับช่วงสิทธิได้

การประกันภัยที่จะใช้หลักการรับช่วงสิทธิได้ มีลักษณะทั้ง 3 ประการ คือ

        1. เป็นวินาศภัย

        2. เป็นวินาศภัยที่เกิดจากการกระทำของบุคคลภายนอก

        3. ผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงแล้ว

วัตถุประสงค์ของการรับช่วงสิทธิ เพื่อ

        1. เพื่อป้องกันการแสวงหากำไรของผู้เอาประกันภัย ซึ่งอาจรับผลประโยชน์ทั้ง 2 ทาง คือ จากผู้ที่รับประกันภัยและจากผู้ก่อความเสียหาย

        2. เพื่อให้บุคคลผู้ก่อความเสียหายรับผิดชอบต่อความเสียหายที่ได้ก่อนั้น

5. หลักการร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ( Contribution ) เมื่อเกิดความเสียหาย แม้ว่าผู้เอาประกันภัยจะประกันภัยเกินมูลค่าส่วนได้เสีย หรือ เอาประกันภัยจากผู้รับประกันภัยหลายราย ซึ่งทำให้จำนวนเงินเกินกว่ามูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น ผู้เอาประกันภัยจะได้รับการชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง โดยผู้รับประกันภัยจะเฉลี่ยชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวตามอัตราส่วน

ลักษณะของการประกันภัยที่ใช้หลักการนี้ ต้องมีลักษณะดังนี้

        1. มีกรมธรรม์ตั้งแต่ 2 ฉบับขึ้นไป

        2. คุ้มครองภัยเดียวกัน

        3. คุ้มครองส่วนได้เสียอันเดียวกันของผู้เอาประกันภัย

        4. วัตถุที่เอาประกันภัยของแต่ละกรมธรรม์ต้องเป็นวัตถุเดียวกัน

         5. ทุกกรมธรรม์มีผลบังคับใช้ในเวลาเกิดความเสียหาย

วิธีการร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทำได้ 3 วิธี คือ

          1. ตามอัตราส่วน ( Prorate ) ตามตัวอย่างต่อไปนี้ ตัวอย่าง นาย ส มีประกันอัคคีภัยบ้านของเขากับบริษัท (ก) (ข) และ (ค) โดยทุนประกันภัยคือ 100,000 บาท 40,000 บาท และ 60,000 บาท ตามลำดับ ปรากฏว่าเกิดไฟไหม้เสียหาย 10,000 บาท บริษัท (ก) (ข) และ (ค) จะจ่ายค่าเสียหายให้ดังนี้

                 ทุนประกันทั้งหมด      100,000 + 40,000+ 60,000                   =     200,000     บาท

บริษัท (ก) จ่าย                                        =          5,000     บาท

บริษัท (ข) จ่าย                                       =          2,000     บาท

บริษัท (ค) จ่าย                                       =          3,000     บาท
                                                                                รวม               10,000     บาท

          2. จ่ายเป็นจำนวนเงินเท่าๆกัน ( equal share ) วิธีนี้ต้องระบุในสัญญาโดยผู้รับประกันภัยแต่ละรายจะชดใช้ค่าเสียหายให้เท่าๆกัน แต่ไม่เกินตามกรมธรรม์ที่ระบุไว้ในแต่ละฉบับ

          ตัวอย่าง เหมือนตัวอย่างข้างต้น แต่เปลี่ยนทุนประกันเป็น 10,000 บาท 20,000 บาท และ 30,000 บาท เกิดไฟไหม้เสียหาย 15,000 บาท ดังนั้นจะเฉลี่ย = = 5,000 บาท โดยบริษัท (ก) (ข) และ (ค) จ่ายบริษัทละ 5,000 บาทเท่ากัน แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นความเสียหาย 50,000 บาท เราต้องพิจารณาเป็น 2 ขั้นตอน ดังนี้ คือ
           ขั้นตอนที่ 1 พิจารณาว่าทุนประกันภัยต่ำสุด คือ 10,000 บาท ซึ่งน้อยกว่า           บาท ดังนั้นต้องเฉลี่ยชดใช้บริษัทละ 10,000 บาท ก่อน

                      ขั้นตอนที่ 2 ค่าเสียหายที่เหลือ 50,000 – (3*10,000) = 20,000 จึงเฉลี่ยให้บริษัท (ข) และ (ค) รายละ 10,000 บาท

 ดังนั้น      บริษัท (ก) จ่าย                                                                          10,000      บาท

                   บริษัท (ข) จ่าย                           10,000 + 10,000       =        20,000      บาท

                   บริษัท (ค) จ่าย                           10,000 + 10,000       =        20,000      บาท

                                                                                        รวม                   50,000      บาท

          3. จ่ายแบบสืบเนื่องเป็นลำดับ วิธีนี้ใช้ในกรณีการทำสัญญาประกันภัยตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป โดยมิได้กระทำในวันเดียวกัน จะกำหนดให้ผู้รับประกันภัยลำดับแรก ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริงก่อน ถ้าไม่สามารถชดใช้หมด ผู้รับประกันภัยรายต่อมาจึงเป็นผู้ชดใช้

         ตัวอย่าง นาย ส เช่ารถจากบริษัท ว ซึ่งบริษัท ว ได้ทำประกันภัยความเสียหายอันเกิดแก่รถ และยังทำประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลอื่น ซึ่งผู้เช่ารถอาจก่อขึ้นด้วย โดยมีทุนประกันรับผิดต่อร่างกายและทรัพย์สินรายละ 200,000 บาท โดยทำประกันภัยไว้กับบริษัท ก ส่วน นาย ส ก็ได้ทำประกันเกี่ยวกับความรับผิดต่อร่างกายและทรัพย์สินไว้กับบริษัท ข รายละ 100,000 บาท เช่นกัน ถ้า นาย ส ขับรถไปชนบุคคลอื่นบาดเจ็บ ความเสียหายตามคำพิพากษา คือ 250,000 บาท ในกรณีนี้ บริษัท ก จะต้องจ่าย 200,000 บาท และบริษัท ข จ่ายเพียง 50,000 บาท เท่านั้น

           การใช้วิธีการในการร่วมชดใช้ค่าเสียหายนั้นขึ้นอยู่กับสัญญาที่กระทำ สำหรับประเทศไทย ตามกฎหมายระบุให้ใช้วิธีการร่วมชดใช้ค่าเสียหายแบบแรก

6. หลักสาเหตุใกล้ชิด ( Proximate cause ) หมายถึง หลักที่กำหนดให้ผู้รับประกันภัย จะต้องชดใช้ค่าสินไหมอันเนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสาเหตุใกล้ชิดกับภัยที่ทำประกันภัยไว้ สาเหตุความใกล้ชิด คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นต่อเนื่องไม่ขาดตอน และเป็นผลโดยตรงจากภัยที่ระบุไว้ในสัญญาประกันภัยแล้ว

          ตัวอย่าง   เกิดไฟไหม้บ้าน นาย ก ทำให้พนักงานดับเพลิงต้องฉีดน้ำสกัดไฟไปยังบ้านนาย ส ซึ่งเป็นบ้านข้างเคียงทำให้ทรัพย์สินบ้านนาย ส เสียหายพิจารณาว่าเป็นสาเหตุใกล้ชิด เพราะเป็นสาเหตุไม่ขาดตอน ซึ่งมาจากภัย คือ ไฟ ดังนั้นหากนาย ส มีประกันอัคคีภัยคุ้มครองบ้านของตน บริษัทประกันภัยนั้นต้องจ่ายค่าสินไหมให้นาย ส ตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง