<<<<Ukulala>>>>


Chord Ukulala

   

ใช้คอร์ดเดียวกับเครื่องดนตรีทั่วไป เช่นกีตาร์, คีย์บอร์ด แต่วิธีการจับต่างกัน เพราะมีแค่ 4 สาย การตั้งสายแบบโซปาโน ซี[3]
สายที่ 1 คือเส้นล่างสุดจะให้เสียง A สายที่ 2 ให้เสียง E สายที่ 3 ให้เสียง C และสายที่ 4 คือเส้นบนสุด ให้เสียง G

***ก่อนจะเล่นอย่าลืมจูนเสียงก่อนนะจ๊ะ***

แล้วจูนทำไม?


เพราะอูคูเลเลที่ใส่สายมาใหม่ๆ จะมีการเพี้ยนของสายมาก เพราะสายยังไม่เซ็ตตัวเข้าที่ บางทีจูนเช้า ตอนบ่ายเพี้ยนแล้ว จูนไว้วันนี้

พรุ่งนี้มาเล่น เสียงอาจจะไม่เหมือนเดิม หากไม่จูนเวลาเล่นเพลงเสียงก็จะเพี้ยน ฟังไม่เป็นเพลงเลย 

จูนอูคูเลเลได้ยังไง?


วิธีจูนอูคูเลเล มีหลายวิธี แต่ก่อนอื่นเราต้องมาเรียนรู้ก่อนว่า สายอูคูเลเลแต่ละสายเรียกว่าอย่างไร และมีเสียงอย่างไร
โดย อูคูเลเลของเราก็มีกันอยู่ 4 สาย หากเราจับอูคูเลเลวางไว้บนตัก ให้อูคูเลเลหันออกด้านนอก สายด้านล่างสุดเรียกว่า
สาย 1  สายที่อยู่เหนือขึ้นมาเรียกว่าสาย 2,3 และ สาย 4 ที่อยู่ด้านบนสุดตามลำดับ
อูคูเลเลแต่ละสายจะมีเสียงตัวโน้ตที่ต่างกัน หากเรียงลำดับตัวโน้ตตามเสียง
จะใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษแทนตามนี้ C (โด) D (เร) E (มี) F (ฟา) G (ซอล) A (ลา) B (ที)

 

 สายอูคูเลเลสายที่ 1 หากไม่จับคอร์ดเลย หรือเรียกว่า สายเปิด จะมีเสียงพื้นฐานเป็นเสียง A (ลา)

สายอูคูเลเลสายที่ 2 หากไม่จับคอร์ดเลย จะมีเสียงพื้นฐานเป็นเสียง E (มี)

สายอูคูเลเลสายที่ 3 หากไม่จับคอร์ดเลย จะมีเสียงพื้นฐานเป็นเสียง C (โด)

สายอูคูเลเลสายที่ 4 หากไม่จับคอร์ดเลย จะมีเสียงพื้นฐานเป็นเสียง G (ซอล)

เวลาเราจูนสายเราก็ต้องจุนให้เสียงตรงกับเสียงของแต่ละสายครับ


วิธีจูนอูคูเลเลทำยังไงบ้าง?


แล้วจะเลือกโหมดอะไรดี?

ให้เลือกแบบ Ukulele C  เป็นโหมดการจูนพื้นฐานสำหรับเล่นทั่วๆไป หรือที่เรียกว่า C-tuning ส่วน Ukulele D คือโหมด D-tuning
สำหรับ อูคูเลเลขนาดโซปราโน ในกรณีที่บางคนอยากได้เสียงแตกต่างออกไป ส่วน โหมด Chromatic ก็คือ
การเลียนแบบเสียงในแต่ละเสียงในธรรมชาติ เราดีดเสียงในแต่ละสาย แล้วเครื่องจะบอกให้ว่าได้เสียงอะไร 
แต่วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการใช้โหมด Ukulele C เพราะมันจะแยกเสียงแต่ละสายให้เราเทียบง่ายๆเลย


ตัวอย่างการเล่นอูคูเลเล่




LINK>>> FACEBOOK
Miss Thassaneewan Wetchaiyo