ดอกไม้...กินได้

ดอกไม้ ที่นักโภชนาการศึกษาวิเคราะห์แล้วว่า รับประทานได้ มีเป็นจำนวนมาก 
มีรสต่างๆ เช่น รสจืดเย็น เปรี้ยว ขม หวาน เผ็ดซ่า เป็นต้น 
ดอกไม้ที่นำไปประกอบอาหารได้ มีชื่อดังต่อไปนี้
ดอกกุยช่วย ดอกกระเจียวแดง ดอกกุ่มบก ดอกกระโดน ดอกข่า ดอกขจร ดอกขี้เหล็ก 
ดอกเข็ม ดอกกุหลาบมอญ ดอกข้าวสารเล็ก ดอกข้าวสารใหญ่ ดอกกะหล่ำ ดอกคำฝอย 
ดอกผักปลัง ดอกผักคราดหัวแหวน ดอกเพกา ดอกแค ดอกนางแลว ดอกผักเขียด 
ดอกผักตบไทย ดอกผักตบชวา ดอกผักติ้ว ดอกผักปู่ย่า ดอกผักพาย ดอกผักเสี้ยน 
ดอกผักหวานป่า ดอกมะม่วง ดอกมะรุม ดอกสะเดา ดอกโสน ดอกฟักทอง 
ดอกผักขี้หูด ดอกกระพังโหม ดอกมะขาม ดอกกระโดน ดอกมะรุม
ดอกลีลาวดี ดอกสะแล ดอกสันตะวา ดอกบวบ ดอกค้างคาว ดอกอโศก 
ดอกมะละกอ ดอกทุเรียน ดอกทองกวาว ดอกนางนูน ดอกนุ่น ดอกงิ้ว 
ดอกเล็บมือนาง ดอกมะลิ ดอกบัวหลวงอ่อน ดอกพะยอม ดอกบุก ดอกลั่นทมขาว 
ดอกพวงชมพู ดอกหมาก ดอกลิ้นมังกร ดอกชมพู่ม่าเหมี่ยว 
ดอกดาวเรือง ดอกหมุย ดอกบานไม่รู้โรย ดอกดาหลา ดอกมะกอก ดอกอัญชัน เป็นต้น

ดอกไม้กินได้ของไทย

ดอกของพืชผัก :
เช่น กะหล่ำดอก กะหล่ำดอกอิตาเลี่ยน (บร๊อคโคลี่) ดอกแคบ้าน ดอกกุยช่าย ดอกเก๊กฮวย ดอกผักกวางตุ้ง ดอกฟักทอง ดอกบวบหอม ดอกกระถิน ดอกหอม ดอกข่า ฯลฯ 

ดอกของไม้ประดับ : 

เช่น ดอกเข็ม ดอกพวงชมพู ดอกเล็บมือนาง ดอกลั่นทม ดอกดาวเรือง ดอกดาวกระจาย ดอกกุหลาบ ดอกแคฝรั่ง ดอกชบา ดอกซ่อนกลิ่น ดอกเฟื่องฟ้า ฯลฯ 

ดอกของไม้ผล: 
เช่น ดอกทุเรียน ดอกชมพู่สาแหรก ดอกมะขาม ดอกกล้วย (หัวปลี) ช่อมะม่วง ดอกมะละกอ ฯลฯ 

ดอกของต้นไม้ป่าบางชนิด : 
เช่น ดอกพะยอม ดอกงิ้ว ดอกแคป่า ดอกแคขน ช่อสะเดา ช่อมะกอก ดอกขี้เหล็ก ดอกกระโดน ดอกลำพู ดอกกุ่มน้ำ ดอกแต้ว ฯลฯ 

ดอกของวัชพืชบางชนิด : 
เช่น ดอกกาหลาหรือดอกดาหลา ดอกบัวสาย ดอกสลิดหรือดอกขจร ดอกข้าวสาร ดอกผักปลัง 
ดอกผักตบไทย ดอกผักตบชวา ดอกกะแท่ง ดอกบุก ดอกชุมเห็ดเทศ ดอกกระพังโหม ดอกกระทือ ดอกครั่ง ดอกกระเจียว ดอกโสน ดอกบอน ฯลฯ 

ดอกของต้นไม้อื่นๆ : 
เช่น ดอกนุ่น ปลีตาล จั่นจาก(ดอกจาก) ดอกมะรุม ดอกโศก เป็นต้น 


ตัวอย่าง อาหารที่ปรุงด้วยดอกไม้

ดอกไม้ไทย ใช้เป็นอาหารได้ เช่น ยำดอกโสน ยำดอกกระถิน ดอกกล้วย หรือ หัวปลี รับประทานสด แกล้มขนมจีนน้ำพริก ดอกโสน ดอกแค ทำแกงส้ม ดอกโสน ดอกขจร ดอกอัญชัน เกสรชมพู่ม่าเหมี่ยว ปรุงเป็นยำรวมมิตร ดอกลั่นทมขาว ชุปแป้งทอดรับประทานกับน้ำพริก ดอกอัญชันผสมสีอาหารได้ ดอกผักตบชวา ดอกอ่อนเอามาลวกจิ้มน้ำพริก แกงส้ม แกงเลียงและแกงคั่ว แกงเผ็ดหมูกับดอกผักตบชวา
เกสรดอกชมพู่ม่าเหมี่ยว นำมายำกับหมูหรือกุ้ง หอม อร่อยหรือจะหมักกับยีสต์เป็นไวน์ ได้ทั้งสี กลิ่นและรสไม่แพ้ไวน์นอก ดอกดาวเรือง เด็ดกลีบยำกับเนื้อสัตว์รสแซ่บๆ ตามใจชอบ ดอกตูมๆ เล็กๆ ใช้กินคู่กับลาบต่างๆ ได้ ดอกโสน เอาไปทำอาหารคาว ลวก ผัด ชุบไข่ทอดหรือจะเอาไปทำแกงส้มก็ได้ อาหารหวานก็ทำได้ทำแบบขนมฟักทอง โดยใช้ดอกโสนแทนเนื้อฟักทอง คลุกกับแป้งข้าวจ้าวนึ่งให้สุก โรยด้วยมะพร้าวขูดขาวกินคู่กับน้ำตาลทราย ดอกแค เอามาผัดน้ำมัน แกงส้ม ยอดอ่อนและฝักสดที่แก่ๆ นำมาต้มแล้วแกะเม็ดจิ้มน้ำพริกได้รสอร่อยดี คนโบราณบอกว่า กินแล้วหายเจ็บคอ ขับถ่ายดี ดอกงิ้ว (ดอกนุ่น) เก็บดอกมาตากแห้งไว้กินได้นานๆ ทั้งแกส้ม ต้มจิ้มน้ำพริก ดอกทานตะวัน เมล็ดแก่ๆ ใช้คั่วกินเล่นหรือใส่ในขนมปัง คุกกี้ หรือสกัดเป็นน้ำมันพืชก็ได้ ดอกมะม่วง ใช้บริเวณช่อดอกอ่อน ใบอ่อนกินคู่กับปลาร้าสับ ลาบ ดอกลั่นทมขาว ชุบแป้งทอด เลือกเอาเฉพาะดอกใหญ่ๆ สดๆ ตัดก้านออก ล้างยางออกให้หมด ชุบแป้งแล้วทอดกินกับน้ำพริก ดอกขจร ทำอาหารได้หลายอย่าง ทั้งชุบแป้งกรอบ ลวกจิ้มน้ำพริก ต้มจืดบะช่อ ยำ ดอกขจรชุปไข่ทอด แกงส้มดอกขจร แกงส้มดอกขจรชุปไข่ทอด ดอกขจรต้มหรือต้มกะทิกินกับน้ำพริก ดอกขจรผัดน้ำมัน แกงจืดดอกขจรกับหมูบะช่อ ดอกกล้วย หรือ หัวปลี ลอกเปลือกสีแดงออก ใช้เนื้อในที่มีสีขาวหรือสีนวล รับประทานสด แกล้มขนมจีนน้ำพริก หรือทำยำหัวปลี ใส่ต้นยำไก่ หั่นตามยาวชุปแป้งทอด มีรสเหมือนไก่ทอด ดอกฟักทอง ใช้ยอดอ่อน ใบอ่อน ดอกตูม ประกอบอาหาร เช่น แกงเลียงหรือแกงส้ม ยอดฟักทองต้มหรือต้มกะทิ กินกับน้ำพริก ผัดดอกฟักทอง แกงจืดหมูบะช่อ ดอกสะเดา สดหรือลวก กินกับปลาดุกย่างหรือปลาช่อนย่าง น้ำปลาหวาน ดอกคำฝอย ตากแห้ง ชงเป็นชาดอกคำฝอย ฯลฯ ดอกกระเจียว ทั้งดอกอ่อน ดอกแก่ของกระเจียวขาวและกระเจียวแดง (ดึงกลีบที่แก่ทิ้ง เพราะเหนียว เคี้ยวลำบาก) ลวกให้สุก กินเป็นผักจิ้มน้ำพริก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ทำแกงส้มดอกกระเจียว ดอกอ่อนของกระเจียว มีรสเผ็ดร้อนและมีกลิ่นหอม มีสรรพคุณช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แกงดอกกระเจียวปลาช่อนย่าง ดอกโหระพา สดกินเป็นผักแกล้มอาหาร เช่น อาหารญวน ขนมจีนน้ำยา ผักก๋วยเตี๋ยวขี้เมา หัวปลี หัวปลี เป็นส่วนดอกของกล้วย ซึ่งเจริญเป็นผลกล้วย มีรูปร่างกลมรี ส่วนปลายจะ เรียวแหลม มีสีแดงเข้ม เมื่อจะรับประทานต้องลอกกาบชั้นนอกกับผลกล้วยเล็กๆ ออกทีละชั้น จนถึงชั้นที่มีสีเขียว หากนำมายำให้หั่นบางที่สุดตามขวางหัว แล้วแช่ในน้ำส้มมะขามเปียกหรือน้ำมะนาว คอยกดให้จม มิฉะนั้นหัวปลีจะดำ แต่ถ้าจะเผาหัวปลีต้องอย่าเพิ่งลอกเอากาบแดงออก เผาให้สุกจนนิ่มทั่วกันดีแล้วจึงปอกเอากาบนอกที่เหนียว และแก่ออกให้เหลือแต่อ่อนๆ หัวปลีใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น ใช้เป็นผักในแกงเลียง ทำยำ ต้มยำ ทอดมันหัวปลี หรือจะต้มน้ำให้สุกรับประทานกับน้ำพริกก็ได้


ดอกไม้...อาหารจานเด็ด



"ยำดอกขจร"

เครื่องปรุง ดอกขจร 2 ถ้วย เนื้อหมูสับ 1/4 ถ้วย กุ้งนาง 2 ตัว กุ้งแห้งป่น 3 ช้อนโต๊ะ กระเทียมเจียว 2 ช้อนโต๊ะ หอมแดงเจียว 2 ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูแดงสำหรับตกแต่ง 2-3 เม็ด น้ำยำ พริกขี้หนูซอย 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา น้ำมะนาว อย่างละ 3 ช้อนโต๊ะ

"ดอกขจรผัดน้ำมันหอย"

เครื่องปรุง ดอกขจร 2 ขีด เนื้อหมูสับละเอียด 1 ขีด น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ กระเทียมสับ 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันหอย 4 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา เกลือ 1/4ช้อนชา พริกไทยป่นสด 1 ช้อนชา วิธีทำ นำดอกขจรมาล้างให้สะอาด แล้วตั้งกระทะใช้ไฟแรงๆเทน้ำมันพืชลงไป จากนั้นนำกระเทียมสับที่เตรียมไว้ใส่ลงไปผัดพอหอม ก่อนนำดอกขจรและเนื้อหมูสับใส่ ตามด้วยน้ำตาลทราย เกลือ พริกไทยป่นสด ตบท้ายด้วยน้ำมันหอยผัดคลุกเคล้าให้เข้ากัน ไม่ควรผัดนานจนเกินไป เพราะดอกขจรจะเหี่ยวไม่น่ากิน

ยำหัวปลี

เครื่องปรุง -หัวปลีซอยลวก 1 หัว - กุ้งสดลวก 10 ตัว - หอมแดงซอย 1/2 ถ้วยตวง - มะพร้าวคั่ว 1/2 ถ้วยตวง - หอมแดงเจียว 2 ช้อนโต๊ะ - พริกแห้งทอด - น้ำพริกเผา 3 ช้อนโต๊ะ - น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ - น้ำมะนาว 5 ช้อนโต๊ะ - น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา - หัวกะทิ 1/2 ถ้วยตวง วิธีทำ 1.ปอกกลีบหัวปลีส่วนที่แก่ออก หั่นตามขวางบางๆ แช่ในน้ำส้มผสมน้ำ(หรือน้ำมะขามเปียกก็ได้)เพื่อหัวปลีจะได้ไม่ดำแล้วบิดน้ำออก ลวกพอสุก พักไว้ 2.ปรุงปรุงน้ำยำโดยผสมน้ำปรุงน้ำพริกเผา น้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลปี๊บ และหัวกะทิผสมให้เข้ากัน 3.ใส่หัวปลีที่เตรียมไว้และกุ้งที่ลวกแล้ว หอมแดงซอย คลุกให้เข้ากัน ชิมรสชาติให้ออกหวาน เปรี้ยว เค็ม 4. จัดใส่จาน โรยหน้าด้วยมะพร้าวคั่ว หอมแดงเจียวพริกและแห้งทอด

ยำหัวปลีกุ้งสด

เครื่องปรุง หัวปลีเผา 3 หัว น้ำพริกเผา 3 ช้อนโต๊ะ กุ้งสดแกะแล้วนึ่ง 1 ถ้วยตวง เนื้อหมูหั่นแวนึ่ง 1 ถ้วยตวง ไก่ฉีกใช้เฉพาะเนื้อหน้าอก 1/2 ถ้วยตวง หัวหอมซอยแล้วเจียว 2 ช้อนโต๊ะ กระเทียมซอยแล้วเจียว 2 ช้อนโต๊ะ หัวกะทิตั้งไฟพอเดือด 1/4 ถ้วยตวง น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปีบ 2 ช้อนโต๊ะ มะนาว 5 ผล พริกแดงหั่นฝอย 2 เม็ด พริกขี้หนูดำ 7 เม็ด วิธีทำ 1. เอาหัวปลีที่เผาไฟมาแกะเปลือกออกเหลืออ่อนๆ ตัด 2 ท่อน หั่นตามยาวเป็นชิ้น ๆ ใส่ถ้วย 2. นำเนื้อกุ้ง เนื้อหมู เนื้อไก่ ใส่รวมกัน ปรุงรสด้วย น้ำพริกเผา น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาลทราย ซึ่งผสมเข้ากันดีแล้ว ใส่หัวปลีที่แกะเตรียมไว้ คลุกให้เข้ากันตักใส่จาน โรยกระเทียมเจียว หอมเจียว พริกแดง ผักชี


ดอกไม้เป็นยา


การเก็บดอกไม้เพื่อใช้เป็นยานั้น โดยทั่วไปมักเก็บในช่วงที่ดอกไม้เริ่มบาน เช่น ดอกคำฝอย ดอกเบญจมาศ 
บางชนิดต้องเก็บในระหว่างที่ดอกยังตูม เช่น กานพลู มักจะเก็บในช่วงที่ดอกดอกเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง 
นอกจากนี้ตามประสบการณ์ของแพทย์ไทยแผนโบราณ ยังต้องกำหนดวันเวลาและทิศทางของการเก็บด้วย เช่น

    ฤดูร้อน  เก็บรากและแก่น
    ฤดูฝน   เก็บใบ ดอก ลูก
    ฤดูหนาว เก็บเปลือก กระพี้ และเนื้อไม้

การเก็บดอกไม้ไปทำยา มีทั้งแบบสดและแห้ง การใช้ดอกไม้สดมีข้อดีตรงที่สะดวกใช้ง่าย แต่ฤทธิ์ของยาจะไม่คงที่ 
ดังนั้นแพทย์ไทยแผนโบราณจึงนิยมใช้แบบแห้งมากกว่า เพื่อจะได้คุณภาพยาที่คงที่  สะดวกในการใช้ 
และสะดวกในการเก็บรักษาดอกไม้ให้แห้งก่อนนำมาปรุงยา 
จึงต้องทำดอกไม้ให้แห้งด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ตากให้แห้ง อบและผึ่งในร่ม 
อุณหภูมิที่ทำให้ดอกไม้แห้งต้องไม่เกิน 20-30 องศาเซลเซียส 
เพราะถ้าหากใช้อุณหภูมิสูงกว่านี้ จะทำให้สารสำคัญในดอกไม้สลายตัว 

ดอกไม้ที่ใช้ทำเป็นยาหอมบำรุงหัวใจ ได้แก่ ดอกจำปา ดอกจำปี ดอกลำดวน ดอกมะลิ ดอกบัวหลวงและดอกสารภี เป็นต้น


ชาสมุนไพร

เราแบ่งชาสมุนไพรออกเป็น 3 ประเภทดังนี้ 1. ชาที่เราดื่มเพื่อความรื่นรมย์ แก้กระหาย เน้นการบำรุงสุขภาพมากกว่าที่จะใช้เป็นยา ซึ่งในกรณีนี้มักไม่มีอันตรายใด ๆ พืชสมุนไพรที่อยู่ในรูปชาชงแบบนี้ก็ได้แก่ ชาขิง มะตูม ตะไคร้กระเจี๊ยบ ทองพันชั่ง ชาประเภทนี้ ดื่มได้ทั้งวันไม่ต้องคิดมาก 2. ชาสมุนไพรประเภทที่สอง เป็นชนิดที่ใช้ดื่มเพื่อบำรุงสุขภาพก็ได้ หรือจะใช้ดื่มเป็นยาก็ได้ เช่น ชาหญ้าหนวดแมว รางจืด ดอกคำฝอย หญ้าดอกขาว เป็นต้น คือถ้าจะดื่มบำรุงสุขภาพเช้าหนึ่งถ้วย เย็นหนึ่งถ้วย ดื่มติดต่อกันไปหลาย ๆ วัน ก็ไม่มีอันตรายอะไร 3. ชาสมุนไพรประเภทที่สาม ใช้ดื่ม เป็นยาอย่างเดียว เช่่่นชาิดอกชุมเห็ดเทศ ใช้ดื่มเป็นระบาย ชาดอกไม้ส่วนใหญ่ ต้องชงผสมกับเครื่องปรุงรสอื่น ๆ เพื่อให้ได้ชาดอกไม้ที่มีรสชาติดี เช่น ชากุหลาบ ชงผสมกับลูกเกดดำ น้ำลำไย และผิวส้มขูดฝอย โดยต้องชงทิ้งไว้ประมาณ 4 นาทีไม่ขาดไม่เกิน จึงจะได้ชากุหลาบที่มีรสชาติหอมกลมกล่อมจนอยากดื่มอีก เพราะถ้าใช้เวลาน้อยเกินไปรสของชาจะไม่เข้มข้น แต่ถ้านานเกินไปรสก็จะเข้มเกินไปไม่อร่อย ตัวอย่างชาดอกไม้ ได้แก่ ชากระเจี๊ยบ ใช้ส่วนฐานรองดอกกระเจี๊ยบแดงมาตากแห้งทำเป็นชา มีคุณในการลดและป้องกันการจับตัวของไขมันในเลือด ลดความดันโลหิตสูง แก้กระหายน้ำ ทำให้ชุ่มคอชื่นใจ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ ขับนิ่วในท่อไต ชาชุมเห็ดเทศ ทำจากใบชุมเห็ดเทศแห้ง ซึ่งเป็น ผลทำให้น้ำชามีสีน้ำตาล มีกลิ่นหอมของใบไม้คั่ว มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ เป็นยาระบายอ่อนๆ แต่หากดื่มบ่อยๆ ร่างกายก็อาจดื้อยาได้ เนื่องจากจะมีฤทธิ์ไปกระตุ้นลำไส้ให้เคยชิน หากดื่มติดต่อกันนานๆ จะต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้นถึงจะได้ผล และอาจทำให้ระบบขับถ่ายไม่ทำงานได้ จะต้องพึ่งพิงแต่ยาระบายไปเรื่อยๆ ชาดอกคำฝอย มีสีแดงชวนดื่ม และมีกลิ่นหอมชื่นใจ มีคุณสมบัติช่วยลดไขมันในเลือด ขับเหงื่อเป็นยาระบายอ่อนๆ บำรุงเลือดสตรี ช่วยขับประจำเดือน บำรุงโลหิต และระงับอาการปวดในสตรีที่มีประจำเดือน ชามะลิ ช่วยระบายท้อง ลดความอ้วน ข้อควรระวังของชาดอกคำฝอย ก็คือ ไม่ควรใช้ในสตรีที่มีครรภ์ เพราะดอกคำฝอยเป็นยาบำรุงเลือดและขับประจำเดือน ถ้าดื่มมากๆ อาจแท้งได้ ชากุหลาบ ช่วยให้เลือดลมเดินดี แก้ปวดเมื่อย เป็นยาระบายอ่อน ๆ ชาจากดอกแอปเปิ้ล ช่วยย่อยอาหาร บำรุงกระเพาะ ลดรอยฟกช้ำ ทำให้หน้าตาสดใส ชาจากดอกโบตั๋น ทำให้เลือดลมดี เซลล์ในร่างกายทำงานปกติ เป็นต้น ชาดอกเบญจมาศ ส่วนผสม ดอกเบญจมาศ แห้ง 1 ช้อนชา น้ำ 1 ถ้วย วิธีทำ ต้มน้ำรอไว้ ใส่ดอกเบญจมาศแห้งลงไปในถ้วย พอน้ำเดือดให้เทน้ำร้อนตามลงไป กรองเอาเศษดอกไม้ออก แค่นี้ก็จะชาที่น่าดื่มเพื่อสุขภาพแล้ว